วันจันทร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2557

อาหารแมคโครไบโอติกส์กับอาหารเจ แตกต่างกันอย่างไร

อาหารแมคโครไบโอติกส์กับอาหารเจ แตกต่างกันอย่างไร

มีคนสอบถามกระผมมาว่า อาหารแมคโครไบโอติกส์นี่มันคืออาหารเจใช่ไหม คล้ายกันไหม ผมคงต้องขอตอบว่า อาหารเจ คล้ายกับอาหารมังสวิรัติเสียมากกว่า...ส่วนอาหารแมคโครไบโอติกส์จะไม่เหมือนทั้งอาหารเจและอาหารมังสวิรัติ เพราะอาหารแมคโครไบโอติกส์เราจะรับประทานปลาด้วย ส่วนอาหารเจกับอาหารมังสวิรัติไม่กินเนื้อสัตว์เด็ดขาด เพราะคนกิจเจกับกินอาหารมังสวิรัติ เขากินเพื่องดการเบียดเบียนชีวิตสัตว์ทุกชนิด เพื่อชำระล้างหรือฟอกกายใจของเขาให้สะอาดปราศจากความโหดร้าย ไม่ต้องการทำลายชีวิตสัตว์อื่นโดยการเอาชีวิตเขามาเป็นอาหาร

ส่วนอาหารแมคโครไบโอติกส์ คือการกินเพื่อสุขภาพอย่างหนึ่ง จะไม่มีการกินอาหารที่มีรสหวานจากน้ำตาลเด็ดขาด แต่จะกินรสหวานจากน้ำผลไม้บางชนิดเท่านั้น เช่น แตงโม และน้ำซุปจากซังข้าวโพด ไม่กินผักดิบๆ ขนาดที่ว่า มันแกนยังต้อนำไปนึ่งให้สุกก่อนเลย การกินอาหารแมคโครไบโอติกส์จะไม่นิยมกินอาหารรสจัดมากๆ จะกินเฉพาะรสเปรี้ยวกับเค็มเท่านั้น เค็มจากเกลือ น้ำปลา และซีอิ๊ว...และจะกินเต้าหู้หลายชนิดค่อนข้างมาก เช่น เต้าหู้อ่อน (จากหินสะตุ) และ เต้าหู้แข็งจากน้ำเกลือ + ดีเกลือ ผักทุกชนิดจะไม่นำมากินแบบดิบๆอย่างที่เคยกล่าวไปแล้วหลายครั้ง โดยจะนำมานึ่งหรือต้มอย่างใดอย่างหนึ่งให้สุกเสียก่อนจึงนำมารับประทาน

ผมเคยเห็นคนที่กินอาหารแมคโครไบโอติกส์กินแกงส้ม โดยแกงส้มนั้นมีเพียงสามรสชาติ คือ รสเปรี้ยวจากส้มมะขามเปียก, รสเค็มจากเกลือ, ส่วนรสหวานที่เขาหลีกเลี่ยงหวานนั้นไม่เคร่งมากตรงแกงส้มนี่เอง...เพราะว่าแกงส้มทุกหม้อต้องเหยาะน้ำตาลปึก 1 ก้อนทั้งนั้น จะอ้างว่าไม่กินหวานเลยคงไม่ใช่เสียทีเดียว แต่อาหารอย่างอื่นจะไม่ใส่น้ำตาลเลยในทุกๆจานครับ...

วันเสาร์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2557

อาหารมังสวิรัติและแมคโครบโอติกส์ต่างกันอย่างไรน่ะ

อาหารมังสวิรัติและแมคโครบโอติกส์ต่างกันอย่างไรน่ะ

อาหารมังสวิรัติ คืออาหารที่ไม่ต้องเบียดเบียนชีวิตสัตว์ตัวใดเลย คนที่รับประทานอาหารมังสวิรัติ จึงได้ทั้ง “สุขภาพกาย” และ “สุขภาพใจ”

ท่านที่รักทั้งหลาย ที่ผมนำเรื่องการรับประทานอาหารสองแบบ (ซึ่งคล้ายกัน) แต่ไม่เหมือนกัน มาเล่าสู่กันฟังเพื่อคุณๆ ที่สนใจจะได้ทราบกันน่ะครับ

อาหารแมคโครโบโอติกส์ เป็นอาหารเพื่อสุขภาพของคนจีน แต่ญี่ปุ่นก็เอาไปรับประทานเพื่อให้สุขภาพดีเช่นกัน ซึ่ง อารหารแมคโครไบโอติกส์ จะมีชีวิตสัตว์เล็กด้วย เช่น ปลา และ กุ้งฝอย (กะปิ) แปลกดีที่ไม่ใช้น้ำปลาเลย แต่ก็กินเนื้อปลาน่ะ เช่น ปลาช่อนแกงส้ม และ ปลาทูนึ่ง (แต่ไม่ทอด) อาหารแมคโครไบโอติกส์นี้ มีผู้อ้างสรรพคุณว่า สามารถป้องกันและต่อต้านโรคมะเร็งได้ แต่ผมจะไม่ขอยืนยันนะ เพียงแต่จะเอามาเล่าให้ทราบว่าอาหารแมคโครไบโอติกส์มีลักษณะเช่นไรเท่านั้นเอง

โดยปกติแล้วสูตรอาหารแมคโครไบโอติกส์ เราจะกินปลากินกุ้งกัน แต่ว่าจะไม่กินเนื้อหมู วัว เป็ด ไก่ ไม่กินน้ำตาล กินรสเปรี้ยวเค็มแค่อ่อนๆเท่านั้น กินผลไม้ เช่น กล้วยน้ำว้า ซึ่งจะไม่กินดิบ ๆอย่างที่เคยบอกไปแล้ว แต่จะกินโดยนำเอามาปิ้งหรือนึ่งให้สุก...เราจะไม่กินผักสด แต่จะทำให้สุกเสียก่อน..ถ้าจะกินประเภทหวาน ก็สามารถกินอาหารหวานจากข้าวหมากได้ แต่จะกินจากน้ำตาลโดยตรงไม่ได้ และเราจะไม่กินกะทิ แต่จะกินน้ำมันงาโขลกแทน...สรุปคือ เราจะกินของที่ปรุงสุกเท่านั้น แม้แต่มันแก้วก็ต้องนึ่งให้สุกก่อน

ส่วนอาหารมังสวิรัติ เราจะกินกะทิ กินเปรี้ยวเค็ม กินผักสดได้ เช่น ยำสลัด และ ส้มตำ แต่จะไม่กินสัตว์ทุกชนิดครับ เข้าใจตรงกันนะครับ

วันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2557

ปรับสุขภาพร่างกายตัวเองด้วยอาหาร

ปรับสุขภาพร่างกายตัวเองด้วยอาหาร

ทุกวันนี้แทบจะเรียกได้ว่า ทุกครอบครัวคนไทยเราส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องสุขภาพ โรคประจำตัวบ้าง โรคผิวหนังบ้าง ที่สำคัญที่สุดคือ โรคท้องบางคน 4 ถึง 5 วันจึงจะถ่ายที บางคนก็กะปริดกะปรอย ไม่เป็นปกติ บางคนรับประทานอาหารแล้วท้องเฟ้อเรอเปรี้ยว จะอ้วกท่าเดียว

อาการป่วยย่อๆ ที่ผมเล่าให้ฟังนี้ ต้องไปซื้อยามากิน จำพวกยาถ่าย บางคนก็แค่ยาธาตุ คนไทยต่างจังหวัดส่วนใหญ่ ตกเย็นก็มีอาการง่วงเหงาหาวนอน ต้องกินยาระงับปวดยี่ห้อดังๆกรอกเข้าไป ทั้งพ่อทั้งลูก คนละซอง สองซอง มิฉะนั้นไม่ซำบายได้

ทุกวันนี้ชีวิตคนไทยฝากไว้กับยา ๆๆๆๆ ซึ่งถ้าจะเปลี่ยนจากยา ๆๆๆ มาเป็นอาหารเสีย ก็จะง่ายนิดเดียว

คนที่ท้องผูก อึไม่เป็นเวลา ก็รับประทานน้ำส้มมะขาม ปรุงรสให้เปรี้ยวนำ หวาน และ เค็มตาม ดื่มจนอิ่มก่อนนอน ชื่นใจ จะเย็นหรือร้อนแล้วแต่ชอบผมชอบดื่มร้อนอุ่นๆ ตื่นเช้าระบายสบายบรื๋อ และเราก็ปรับธาตุตัวเองห้เป็นนิสัย ต้องอึทุกเช้าตรู่จนหมดท้อง ไม่กี่วันก็เข้าระบบ

หรือถ้าท้องไส้กะปริบกะปรอย ก็เปลี่ยนจากข้าวสวยมาเป็นข้าวต้ม ด้วยกับที่ย่อยง่าย เช่น ปลานึ่งจิ้มเต้าเจี้ยว หรือเต้าหู้ ผักโขมผัดเปื่อย หรือจับฉ่าย พักเดียวลำไส้ก็ไม่เรรวน

ผลไม้ที่ช่วยคุมสุขภาพ คือ มะละกอสุก กล้วยน้ำว้าสุก ต้มหรือเผาอาหารหวานและไขมันจำพวกขาหมู หรือน้ำตกรสแซบ รับประทาน 2 – 3 คำ อย่าล่อจนเต็มคราบ...ตับเนื้อ หรือตับทุกชนิด อาทิตย์ละชิ้นย่อมๆเป็นยาบำรุงสุขภาพได้อย่างดีครับ

วันอังคารที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2557

กินอาหารแทนกินยาได้นะครับ

กินอาหารแทนกินยาได้นะครับ

ผมเคยเล่าให้คุณๆ ทราบหลายหนแล้วว่า มะขามกวนนั้นดีกว่ายาระบายหลายเท่า และไม่มีอาการคลื่นไส้ป่วนมวนท้องเหมือนยาระบายบางชนิด รับประทานมะขามอร่อยด้วย เด็กงอแง ขับถ่ายออกยาก เอา ทอฟฟี่มะขามกวนให้ 2 ก้อนเท่านั้นแหละ ทุกอย่างจะหมดปัญหา

ส้มเขียวหวานทั้งกาก (กลืนไปด้วย) ช่วยให้ผิวพรรณสดใส ช่วยลดอาการไข้เป็นหวัด

ขนมเฉาก๊วยอย่างแท้ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ

น้ำตะไคร้ ทุบแล้วต้ม เหยาะน้ำตาลทรายพอหวานปะแล่ม ดื่มแก้ไขจุดเสียด

ขิง แก่หรืออ่อนก็ตามใจ ทุบๆๆ แล้วใส่หม้อต้มเดือด ดื่มแก้ท้องมีแก๊ส

แกงส้ม ไม่ว่าดอกแคหรือผัก หรือถั่วทุกชนิด รับประทานแล้วป้องกันท้องผูก กันหวัด แพ้ฝุ่น แพ้ฝุ่น หรือสะบัดร้อนสะบัดหนาวเนื่องจากแพ้ลมหนาวได้ อย่างชะงัดเลย

วันอาทิตย์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2557

กินเจสามารถลดไขมันได้

กินเจสามารถลดไขมันได้

เมื่อวานผมเล่าเรื่องผักทีต้องห้ามไม่มีสิทธิ์เข้ามาร่วมรายการอาหารเจกับเขาด้วย ซึ่งก็ได้แก่ หอม และ กระเทียม ความจริงแล้วมีต้นกุยช่ายอีกอย่างหนึ่ง เหตุเพราะว่าผักทั้ง 3 อย่างนี้มีกลิ่น สามารถปลุกกิเลสในใจมนุษย์ได้นั่นเอง จึงไม่ยอมให้เข้ามาร่วมในรายการอาหารเจ ซึ่งผมก็ไม่ว่าอะไร ก็เห็นด้วย แต่มีข้อสังเกตอยู่อย่างหนึ่งก็คือ ใครที่กินอาหารมังสวิรัติเป็นประจำ ไขมันในร่างกายจะลดลง แต่ทั้งนี้ต้องกินอาหารจำพวกแป้งให้น้อยลงด้วย ถ้าไม่อิ่มก็ต้องกินผักเพิ่ม ไม่ใช่เพิ่มแป้ง อาหารจำพวกถั่วทุกชนิดจะช่วยเสริมสุขภาพไม่ให้สึกหรอ

มีบางคนยืนยันกับผมว่า การกินมังสวิรัติที่ผมว่าดับกิเลสทางเพศได้บ้างนั้น เขายืนยันว่ากลับทำให้มีอารมณ์เพศมั่นคงอีก ผมเลยงง เพราะถ้าหากรับประทานอาหารมังสวิรัติวันละ 3 ถึง 4 มื้อ อาจจะจริง แต่ถ้ากินข้าวกับผักวันละมื้อเดียวละก็ ผมแน่ใจว่า “บ่มิไก๊” แน่ๆ

ในเทศกาลกินเจของคนจีนเขานี้ นอกจากเขาจะงดกินอาหารเนื้อสัตว์แล้วเขาจะตระเวนไปตามศาลเจ้าพ่อหรือศาลเจ้าแม่ที่มีชื่อเสียง แล้วก็เปิดโรงทานไว้หลังโรงงิ้ว ให้คนยากคนจนเข้าไปกินข้าวต้มฟรี ทั้งมื้อเช้าและมื้อค่ำ เลี้ยงไม่อั้นอีกด้วย เทศกาลกินเจจะมีไปจนกระทั่งสิบวันจึงจะจบสิ้นจ๊ะ

วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สูตรอาหารหวาน Macrobiotics

สูตรอาหารหวาน Macrobiotics

อาหารสูตร
แมคโครไบโอติกส์ที่โลกสมัยใหม่เขาสนใจ และอุตส่าห์รวบรวมกันเป็นชมรม เขามักจะหลีกเลี่ยงกะทิ หลีกเหลี่ยงการรับประทานเนื้อวัว หมู ไก่ กินแต่ปลากับเคย (กะปิ) หลีกเหลี่ยงน้ำตาล แต่เท่าที่ผมแอบเอาเรื่องของเขามาปูดในโอกาสนี้ ก็เพื่อจะชี้ให้เห็นว่าเขาหลีกหนีความหวานไม่พ้น ดังเช่น ในจานอาหารหวานของเขา มีกล้วยน้ำว้าหรือกล้วยหักมุกเผาอยู่เต็มจานใหญ่ ผมเลยฉลองศรัทธาด้วยกล้วยปิ้งแบบของเขาเสียสี่ห้าผล ซึ่งความจริงกล้วยปิ้งนี่หวานแหลมมากทีเดียว

อีกแก้วหนึ่งเป้นอาหารที่ควรดื่มตอนเช้า เป็นหัวแครอทนึ่ง แล้วนำมาเข้าเครื่องปั่นละเอียด แล้วเติมเกลือนิดหน่อย จะดื่มทั้งกากหรือจะคั้นเอาแต่น้ำก็ได้ คนที่ไม่คุ้นกับหัวแครอท คงจะดื่มลำบากพอสมควร นอกจากคนที่คุ้นกับอาหารฝรั่งมาแล้ว คงจะดื่มได้สบาย กิตติศัพท์คุณของแครอทผมได้ยินมานานแล้วว่ามันมีคุณค่าทางสารอาหารมากทีเดียวแล้วอย่างนี้จะพลาดได้อย่างไร

วันพุธที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2557

อาหารสูตร แมคโครไบโอติกส์

อาหารสูตร แมคโครไบโอติกส์

Macrobiotics

ในขณะที่คนไทยเรากำลังชื่นชมกับ “อาหารมังสวิรัติ” ซึ่งเหมาะอย่างยิ่งสำหรับนักบุญ และ นักบวช ซึ่งพ้นวัยเด็ก เพราะอาหารมังสวิรัติสามารถลดกิเลสได้บ้างและที่สำคัญที่สุดคือ ปลอดการเบียดเบียนจากชีวิตสัตว์ ซึ่งมนุษย์นำมากินเป็นอาหารสูตรแมคโครไบโอติกส์นี้มีรากเหง้าจากนักโภชนาการจีนโบราณ – ที่ถูกคนสมัยใหม่หลายชาติหลายภาษานำมาปัดฝุ่นหยิบยกขึ้นวิจัยทางวิทยาศาสตร์และวิชาสมุนไพรสมัยปัจจุบัน กลั่นกรองเอาแต่เนื้อแท้ที่มีประโยชน์แก่ร่างกายจริงๆ รวบรวมปรุงขึ้นเป็นอาหารแพร่หลายขึ้น ทั้งในยุโรปและอเมริกา ถึงขนาดปฏิเสธขนปังซึ่งมีกรรมวิธีการทำจากเชื้อหมักให้บูดจนฟู หันมาใช้ข้าวเหนียวและข้าวเจ้าที่ผ่านการกะเทาะเปลือกใหม่ๆ โดยไม่สีให้ขาว

ฝรั่งหลายกลุ่มที่เห็นคุณประโยชน์จากการกินอาหารสูตรแมคโครไบโอติกส์ถึงกับเลิกกินขนมปัง ๆ กุ้งฝอย ผลไม้ก็หันมาหากล้าวยสุกที่ต้องปิ้ง เลิกผักดิบโดยสิ้นเชิง ผู้ที่นำตำราอาหารและปรุงอาหารแบบนี้เข้ามาแพร่ในเมืองไทย คือ คุณ พริ้มเพรา คงคาทอง – เจตนาบริสุทธิ์ของคุณพริ้มเพราก็เพื่อต้องการให้คนไทยมีสุขภาพอนามัยดีกว่าเป็นอยู่ทุกวันนี้ ผมไปเข้าชมรอาหาร “แมคโครไบโอติกส์” มาไม่กี่มื้อ น้ำหนักตัวลดลงฮวบๆๆ – รูดซิปกางเกงสบ๊ายสบาย ดูหนุ่มหล่อขึ้นอีกเป็นกอง เอาละวันนี้เล่าแค่นี้ก่อน วันหลังมาฟังกันต่อน่ะครับ

วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2557

อาหาร MacroBiotics ที่กำลังเป็นที่สนใจของหลายชาติ

อาหาร MacroBiotics ที่กำลังเป็นที่สนใจของหลายชาติ

ในกระบวนอาหารตำรับแมคโครไบโอติกส์ ซึ่งกำลังมีผู้นิยมรับประทานกันมากขึ้น ๆ ทั้งในยุโรป อเมริกา และในญี่ปุ่น ประเทศไทย เพราะได้ทดสอบแล้วว่า ได้คุณค่าแก่ร่างกายสูง ทำให้ผู้รับประทานลดน้ำหนักตัวได้โดยอัตโนมัติ ระบบขับถ่ายดีเยี่ยม – จนถึงกับมีผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งหลายคน สนใจหันมารับประทานอาหารแบบสูตร แมคโครไบโอติกส์กันมากขึ้น

ผมไม่ยืนยันว่าอาหารระบบแมคโครไบโอติกส์ผ่อนเพลาฤทธิ์มะเร็ง – แต่ผมยืนยันได้อย่างเดียว คือ กินแล้วระบบขับถ่ายไปได้สวยมาก โดยเฉพาะน้ำหนักตัวลดลง สำหรับคนที่อ้วนมากๆ จะรู้สึกหายอึดอัดไปได้เยอะทีเดียว

วันนี้ผมจึงถือโอกาสนี้ปรุงอาหารอีกขนานหนึ่ง ซึ่งใช้เป็นเครื่องจิ้มผักนึ่ง โดยใช้เต้าหู้แผ่นเป็นหลัก + ด้วยงาขาวบดปรุงรสด้วยลูกบ๊วยน้ำบ๊วย นำไปเข้าครกไฟฟ้า ส่วนผักนึ่งนั้นใช้ฟักทองและมันแกวนึ่ง จิ้มเต้าเจี้ยวบดกับงา

มีกฎเกี่ยวกับอาหารแมคโครไบโอติกส์อยู่ว่า จะต้องหลีกเลี่ยงผักดิบ ผักสด โดยเด็ดขาด โดยให้เหตุผลว่า ป้องกันท้องขึ้น ผักทุกชนิดต้องนึ่งหรือต้มสุกเท่านั้นครับจำกันเอาไว้ด้วยครับ


วันเสาร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สูตรอาหาร แมคโครไบโอติกส์

สูตรอาหาร แมคโครไบโอติกส์

วันนี้ผมขอโอกาสชวนคุณๆคุยเรื่องอาหารตำรับ MACROBIOTICS ต่อ ซึ่งผมได้ข้อมูลใหม่ๆ มาก็นำมาเล่าให้คุณฟัง ผมเองนั้นไม่สามารถจะรับประทานอาหารสูตรนี้ได้อย่างเคร่งครัด เพราะว่าผมต้องออกมาทำงานนอกบ้านฉะนั้นย่อมต้องซื้ออาหารนอกบ้านรับประทาน จึงเรียกได้ว่าเพียงมื้อเช้ากับมื้อดึกเท่านั้นเอง แต่คุณประโยชน์อย่างอื่น ผมยังไม่กล้ายืนยัน

จุดใหญ่ของอาหารชุดนี้ คือต้องหลีกเลี่ยงน้ำตาล หลีกเลี่ยงการรับประทานพวกกะทิ และเครื่องดื่มจำพวกน้ำขวด – ไม่มังสวิรัติ เพราะกินปลาทุกชนิด แต่ไม่กินเนื้อสัตว์ชนิดอื่น เช่น เนื้อวัว หมู และเนื้อไก่ – เรากินเอาสุขภาพกันจนเคยชิน – ไม่มีนมไม่มีเนย หรือไขมันพืช ชา กาแฟ เราก็ควรงด ผลไม้สุกไม่มี มีแต่แตงโม อย่างเดียว แม้แต่กินกล้วย ก็ต้องกินกล้วยปิ้งเท่านั้น ต้องเคร่งครัดจึงจะได้ผลดี อย่าละเลยหรือทำไม่ต่อเนื่อง มิเช่นนั้นแล้วจะได้ผลไม่ดีนัก

ยิ่งพวกน้ำตาล ควรหลีกเลี่ยง อย่าได้รับประทานมากเลย ไม่ดีเลย พอแก่ตัวไปยิ่งจะอันตราย เดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังกันว่าควรรับประทานอย่างไรจึงจะได้ประโยชน์ สำหรับวันนี้ขอคุยเท่านี้ก่อน ติดตามอ่านในบทความอื่นๆได้เลยจ๊ะ